ธปท. แนะภาคธุรกิจเร่งเจรจาเปลี่ยนสัญญาอิงดอกเบี้ย THBFIX ให้เสร็จไตรมาส 1/66

ธปท. เร่งภาคธุรกิจเจรจาเปลี่ยนสัญญาอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยอื่นก่อนยุติใช้ THBFIX ภายในไตรมาส 1/66

ลดความเสี่ยงจากราคา หลังพบสัญญาณการเจรจามีความล่าช้า โอกาสที่จะปรับเปลี่ยนสัญญาไม่ทันกำหนดสิ้นปี 68 แนะปรับสัญญาอ้างอิง THOR เป็นลำดับแรก

วันที่ 13 มกราคม 2566 ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยุติการเผยแพร่อัตราดอกเบี้ย Thai Baht Interest Rate Fixing (THBFIX) หลังเดือนมิถุนายน 2566 เป็นต้นไป ซึ่ง ธปท. ได้สนับสนุนให้ธนาคารและธุรกิจคู่สัญญาเจรจาตกลงเพื่อเปลี่ยนสัญญาไปอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยอื่นก่อนการหยุดเผยแพร่ THBFIX มาอย่างต่อเนื่องนั้น

ที่ผ่านมา พบว่าการเจรจาเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งสาเหตุอาจมาจากการรอจังหวะที่ภาวะตลาดเอื้ออำนวย หรือการหาข้อสรุปร่วมทำได้ยากกรณีมีหลายผู้ให้กู้ อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพคล่องของธุรกรรมอัตราดอกเบี้ย THBFIX ที่ลดลงตามระยะเวลาที่เหลือ อาจทำให้โอกาสที่จะปรับเปลี่ยนสัญญาไม่ทันมีมากขึ้น

การเงิน หน้าที่

ธปท. จึงขอแนะนำให้ธุรกิจเร่งเจรจาตกลงเพื่อเปลี่ยนสัญญาไปอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยอื่นก่อนการหยุดเผยแพร่ THBFIX ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอื่นที่จะนำมาใช้ทดแทน ได้แก่ Thai Overnight Repurchase Rate (THOR) ที่ ธปท. ร่วมกับผู้ร่วมตลาดจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงใหม่ของตลาดในระยะยาว

รวมทั้ง Fallback Rate (THBFIX) ที่ ธปท. จัดทำให้เทียบเคียงได้กับอัตราดอกเบี้ย THBFIX เพื่อทดแทนระยะสั้น ซึ่งมาตรฐานสากลจะกำหนดให้ใช้ Fallback Rate (THBFIX) ได้เฉพาะในสัญญาคงค้างที่ไม่สามารถเปลี่ยนไปอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยอื่นได้ก่อนการหยุดเผยแพร่อัตราดอกเบี้ย THBFIX เท่านั้น

และไม่สามารถทำธุรกรรมใหม่ที่อ้างอิง Fallback Rate (THBFIX) ได้ จึงทำให้ในระยะต่อไป จะไม่มีราคาตลาดในการประเมินมูลค่ายุติธรรม (mark-to-market) ของธุรกรรมคงค้าง และ ธปท. จะดำเนินการเผยแพร่อัตราดอกเบี้ย Fallback Rate (THBFIX) ถึงสิ้นปี 2568 เท่านั้น

ดังนั้น ธปท. สนับสนุนให้ธุรกิจพิจารณาปรับสัญญาไปอ้างอิง THOR เป็นลำดับแรก แต่หากยังไม่สามารถปรับสัญญาไปอ้างอิง THOR ได้ ขอให้ธุรกิจพิจารณาแก้ไขสัญญาโดยเพิ่มข้อความระบุอัตราดอกเบี้ยที่จะมีผลใช้ทดแทนเป็น Fallback Rate (THBFIX) ไปก่อน

และในกรณีที่ธุรกิจได้ตัดสินใจเลือกใช้ Fallback Rate (THBFIX) โดยไม่เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไปเป็น THOR ก็ควรเร่งแก้ไขสัญญาให้แล้วเสร็จในลักษณะเดียวกัน โดยการดำเนินการดังกล่าวควรให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2566 เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่การเจรจาเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไม่ทันเวลาจนต้องไปใช้อัตราดอกเบี้ยสำรองที่ระบุอยู่เดิมในสัญญา ซึ่งอาจมีคุณลักษณะตลอดจนราคาต่างจากอัตราดอกเบี้ย THBFIX ได้มาก

ทั้งนี้ ธปท. ขอเน้นย้ำให้ธุรกิจทำความเข้าใจถึงข้อจำกัดของการใช้อัตราดอกเบี้ย Fallback Rate (THBFIX) ตลอดจนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมแผนดำเนินการรองรับด้วย โดยสามารถปรึกษาธนาคารคู่สัญญาเพื่อหารือรายละเอียดเพิ่มเติมได้

ข่าวแนะนำ : ครม. เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2565 ทั่วประเทศเริ่ม 1 ต.ค. 65 สูงสุด 356 บาท

ครม. เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2565 ทั่วประเทศเริ่ม 1 ต.ค. 65 สูงสุด 356 บาท

ครม. เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2565 ทั่วประเทศเริ่ม 1 ต.ค. 65 สูงสุด 356 บาท

การเงิน

ลูกจ้างเฮ! ครม. เคาะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 2565 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 65

ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 ตามทีที่กระทรวงแรงงานเสนอ ซึ่งเป็นไปตามที่มติคณะกรรมการค่าจ้างมีอัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท เพิ่มขึ้น 5.02% โดยจะประกาศและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 65

ที่ผ่านมาคณะกรรมการค่าข้างเห็นชอบผลบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 แบ่งเป็น 9 อัตรา โดยมีรายละเอียดดังนี้

สำหรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 2565

  • ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 354 บาท (3 จังหวัด)

ชลบุรี, ระยอง และภูเก็ต (อัตราเดิม 336 บาท)

  • ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 353 บาท (6 จังหวัด)

กทม. , นนทบุรี, นครปฐม, ปทุมธานี, สมุทรปราการ และสมุทรสาคร (อัตราเดิม 331 บาท)

  • ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 353 บาท (1 จังหวัด)

ฉะเชิงเทรา (อัตราเดิม 330 บาท)

  • ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 343 บาท (1 จังหวัด)

พระนครศรีอยุธยา (อัตราเดิม 325 บาท)

  • ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 340 บาท (14 จังหวัด)

ปราจีนบุรี, หนองคาย, อุบลราชธานี, พังงา, กระบี่, ตราด, ขอนแก่น, เชียงใหม่, สุพรรณบุรี, สงขลา, สุราษฏร์ธานี, นครราชสีมา, ลพบุรี และสระบุรี (อัตราเดิม 325 บาท)

  • ค่าแรงขั้นต่ำต่อวัน 338 บาท (6 จังหวัด)

มุกดาหาร, กาฬสินธุ์, สกลนคร, สมุทรสงคราม, จันทบุรี และนครนายก (อัตราเดิม 323 บาท)